[ N O R ] M I N...'s profileTell me why What the mea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 30

    It 's still fucking in my mind

     
     
    เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของคนหลงตัวเองคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอ ไม่แนะนำให้ผู้ใดลอกเลียนแบบเพราะอาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับคนหลงตัวเองคนนั้น เรื่องดังกล่าวไม่มีเจตนาพาดพิงผู้ใดให้เสียหาย แต่เป็นการบรรยายความอ่อนแอของคนหลงตัวเองคนนั้นทั้งสิ้น ไม่มีจิตคิดเป็นอื่น หากเรื่องราวดังกล่าวจะเป็นอุทธาหรณ์ให้แก่ใครได้ คนหลงตัวเองคนนั้นจะขอบคุณยิ่ง
     
    เพื่อความหลั่นล้าในการอ่านเพื่อไม่ให้ทราบตัวละครของคนหลงตัวเองคนนั้น ผู้เขียนขอสมมติคนหลงตัวเองคนนั้นเป็น "นาย ก." (บุคคลที่ซวยที่สุดในการเรียนกฎหมายเพราะไม่ว่าจะโดนฆ่า หรือ ถูกข่มขืนนาย ก. เป็นคนทำทั้งสิ้นฯลฯ) (ว่าแต่มันเป็นนายแล้วมันถูกข่มขืนได้ไงหว่า ช่างมันเฮ๊อะ)
     
    ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นาย ก. คิดมาโดยตลอดว่านาย ก. เข้มแข็งพอที่จะไม่คุยกับใครสักคนหนึ่งได้ แต่เปล่าเลย ความรู้สึกที่อ่อนแอนั่นถูกเก็บซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึกของนาย ก. มาโดยตลอดแม้กระทั่งนาย ก. เองก็ไม่ได้เคยที่จะได้นึกถึงมัน จนสุดท้ายเมื่อวันหนึ่งมันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง นาย ก. กลับไม่อาจต้านทานมันไว้ได้ทั้งที่นาย ก. คิดว่านาย ก. เข้มแข็งพอที่จะกดมันไว้ ถึงที่สุดแล้วนาย ก. มารู้ว่าตลอด 3 ปีอันแสนสงบสุขในจิตใจนาย ก. แท้จริงแล้วมันเป็นเพียง "ความสงบก่อนจะเกิดพายุ" ก็เท่านั้น มันไม่ต่างอะไรกับพายุลูกใหญ่ที่ค่อยๆก่ออย่างลับๆในใจของ นาย ก. เป็นพลังงานที่สะสมไว้รอวันที่จะถูกปล่อยออกมา เมื่อมันถึงจุดที่พายุมีพลังงานพอแล้วนาย ก. ถูกมันครอบงำอีกครั้ง เรื่องราวทั้งหลายถูกรีเพลย์ขึ้นอีกครั้งแทบไม่ต่างอะไรจากเรื่องราวในอดีตที่ถูกฝังกลบอยู่ในใจของนาย ก.
     
    พายุยังพัดไม่หยุดมันแรงขึ้นกว่าเดิม จนนาย ก. คิดว่าปล่อยตัวไปตามพายุมันก็ดีเหมือนกันนะ มันเหมือนกับการ Set me free จากการกดทับของจิตใจที่มีมานาน นาย ก. ค่อยๆปล่อยตัวให้สบายไปตามพายุนั้น มันอยากพัดไปที่ไหนนาย ก. ก็จะตามมันไปที่นั่น มันเย็นสบายดี นาย ก. คิดว่ามันคงพัดนาย ก. ไปได้อีกนานแสนนาน มันมีพลังงานเพียงพอแล้ว นาย ก. เคลิบเคลิ้มไปกับแรงหมุนของมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความเข้มแข็งของนาย ก. มลายหายไปสิ้นแล้ว นาย ก. ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า 3 ปีที่แล้วนาย ก. เข้มแข็งยังไง
     
    นาย ก. ปล่อยตัวเองไปสักพัก ดื่มด่ำกับบรรยากาศเก่าๆ กลิ่นอดีตในช่วงเวลาที่หอมหวนกลับลอยมาแตะจมูก พายุมันพัดเข้ามา นาย ก. ไม่ได้ตั้งใจให้มันมาหรอก นาย ก. ลืมตาดูทำให้นาย ก. เห็นว่านาย ก. ลอยอยู่บนฟ้า นาย ก. มองลงมาจากเบื้องบนเห็นความหลังแสน fucking เล็กกระจิ๋วเดียวไม่ต่างอะไรกับนาย ก. อยู่บนเครื่องบินแล้วถลาตามองลงเบื้องล่าง นาย ก. หวังว่ากุจะลอยขึ้นบนฟ้าไปเรื่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ความหลังแสน fucking เล็กลงเรื่อยๆตามกันไป นาย ก. สนุกสนานกับแรงลมแกล้มความหลังแสนยวนเย้า
     
    ในเวลาเดียวกัน ทุกสรรพสิ่งมีมุมมืดอยู่ในตัวเอง พายุเองก็ไม่ต่าง แรงลมที่หมุนนั้นเมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันทำให้นาย ก. เริ่มมึนหัว ตานาย ก. เริ่มลาย จมูกเริ่มไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รส และมีปัจจัยที่ทำให้พายุหยุดหมุนเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อพายุสลายตัวลง นาย ก. ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าทั้งที่นาย ก. คิดมาตลอดว่านาย ก. ลอยสูงเหมือนเทวดา
     
    ในช่วงเวลาที่นาย ก. อยู่กับพายุนาย ก. มองเห็นแต่ดอกกุหลาบและลิลลี่บานสะพรั่งเต็มไปหมด แต่ตอนนี้เหลือแต่เศษซากของดอกเหล่านั้น กลีบดอกถูกฉีกเป็นชิ้นๆ หนามกุหลาบแทงทะลุมือนาย ก.  กลิ่นอันแสนงดงามปัจจุบันมันคือกลิ่นเหม็นบูดของขนมปังเน่า เสียงที่เสนาะหูเมื่อครั้งพายุยังพัดในตอนนี้ไม่ต่างจากเสียงครวญครางเฝ้ารอวันดับสิ้นอยู่ในกองเพลิง ร่างกายนาย ก. ที่หมุนได้และลอยสูงขึ้นไป เมื่อตกลงมานาย ก. เห็นแต่บาดแผลเต็มร่างกายทั้งรอยขีดข่วนเล็กน้อยและขนาดใหญ่อันเกิดจากเศษกิ่งไม้ ใบหญ้า เครื่องจักร กระเบื้อง ฯลฯ ที่ถูกพายุดูดเข้ามาหมุนรวมอยู่กับตัวนาย ก. มันกระแทกตัวนาย ก. ไปพร้อมกับความสุข นาย ก. ไม่รู้สึกเจ็บเลยในเวลานั้น แต่เมื่อพายุสงบแล้วทำไมนาย ก. รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดถึงขนาดนี้ จิตใจนาย ก. ร่ำร้องอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและไร้ซึ่งความหมาย นาย ก. ถามตัวเองว่า
     
    "ที่ผ่านมากูทำอะไร? พายุหายไปไหนแล้ว? ทำไมร่างกายกูมีแผลล่ะ? รอยแผลในส่วนนี้กูถูกอะไรบาด? กูถูกอะไรกระแทกนะ? มีใครรู้บ้างไหม เกิดอะไรขึ้นกับตัวกู? ไม่มีใครบอกกูได้เลยหรือ? ทุกคนหายไปไหนกันหมด?"
     
    นาย ก. ร่ำร้องอยู่อย่างนั้น จนมีเสียงบางเสียงเกิดขึ้นมาเข้าหูนาย ก.  เป็นเสียงที่คุ้นหูนาย ก. มากเหมือนกับนาย ก. เคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหนมาก่อน
     
    " ไง  นาย ก. น่าสมเพศมึงจริงนะ ตลอดเวลาที่มึงอยู่ในวังวนแห่งความสุขท่ามกลางพายุ มึงเคยพาใครเข้าไปด้วยไหมล่ะ ไม่เคยใช่ไหม มึงมีความสุขเดียว มึงสนุกของมึงไปคนเดียว แล้วทำไมเมื่อพายุสงบแล้วมึงมาร่ำร้องหาคนอื่นล่ะ มาร่ำร้องหาคนที่ให้คำตอบมึงทำไม "
     
    นาย ก. ถามเสียงนั้นกลับไป
     
    " มึงเป็นใคร "
     
    มันเงียบไปสักพักหนึ่ง
     
    สุดท้ายแล้วมันก็พูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเชิงเย้อหยัน
     
     
     
     
     
     
     
     
    " จิตใจมึงไงล่ะ "
     
     
     
     
     
     
     
    ความเงียบกลับเข้าครอบงำอีกครั้ง เสียงนั้นสดับไป มันไม่พูดอะไรออกมาอีก นาย ก. เองไม่พูดอะไรอีกเหมือนกัน แต่นาย ก. รู้ได้ด้วยความรู้สึกว่า นาย ก. จ้องตากับมันอยู่ มันเองก็จ้องตานาย ก. อยู่อย่างไม่กระพริบเช่นกัน มันเผยอยิ้มให้ นาย ก. ยิ้มตามไม่ออก มันไม่วางตาจากนาย ก. เลย นาย ก. อยากที่จะหลบตามันแต่นาย ก. ทำไม่ได้ ประสาทสัมผัสนาย ก. ไม่ทำงาน มันพูดขึ้นอีกครั้ง
     
    " นาย ก. มึงทำร้ายกุพอหรือยัง "
     
    นาย ก. ถึงกับนิ่งอึ้ง นาย ก. ไม่มีคำตอบให้กับมัน ไม่สินาย ก. ไม่รู้ว่าจะตอบมันยังไงมากกว่า มันยังแสยะยิ้มให้นาย ก. อยู่ รอยยิ้มเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม นาย ก. หมดความอดทนกับรอยยิ้มเย้ยหยันของมันเต็มทีแล้ว นาย ก. เหวี่ยงหมัดขวาที่มันแต่ไม่ถูกตัวมัน ตัวมันโปร่งใส มันระเบิดเสียงหัวเราะดังก๊าก นาย ก. ยิ่งทนไม่ได้นาย ก. วิ่งไล่เตะ ต่อย ถีบ ถอง มันจนหมดแรงและล้มฟุบไปเพราะความเหนื่อย มันยืนอยู่เหนือนาย ก.  นาย ก. ถามมันว่า
     
    " มึงต้องการอะไร "
     
    ริมฝีปากมันแสยะยิ้มอยู่เหมือนเดิมแต่แฝงด้วยความสะใจ
     
    " เลิกทำร้ายกูเสียที เหมือนกับ 3 ปีที่ผ่านมา ที่มึงอยู่อย่างสงบ "
     
    นาย ก. อ้ำอึ้ง แต่ไม่วายสวนกลับไป
     
    " กูมีเงื่อนไข หากมึงบอกความหมายของสิ่งหนึ่งได้ "
     
    มันหยุดคิด แต่ก็พูดออกไปอีก
     
    " ว่ามา "
     
    นาย ก. จ้องตามันอย่างเขม็งเกร็งไม่กระพริบ และปากก็เริ่มขยับ 
     
    " Tell me why What the meaning of my life , Do I try to live , Do I try to love "
     
    "มึงต้องบอกกูมาก่อน ว่าอะไรคือความหมายแห่งชีวิต เพื่อการดำรงอยู่แห่งตัวตนหรือ เพื่อความรักนิรันดร์หรือ "
     
    ได้ผล มันหยุดคิด มันมองนาย ก. ด้วยแววตามันไร้ความรู้สึกยิ่ง เป็นตาสีชา และริมฝีปากมันก็ขยับ
     
    " In my dream "
     
    " มันคือความฝันตื่นหนึ่งของมึงไง "
     
     
     
    เมื่อพูดจบ
     
     
     
    มันก็หายลับไป
     
     
     
    เหมือนกับพายุลูกนั้น...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ขอไว้อาลัยแด่
     
     
     
     
    ความหลังที่ถูกขุดขึ้นจากจิตใจที่อ่อนแอ
     
     
     
     
     It 's still fucking in my mind
     
     
     
     
    June 09

    เมื่อพระเจ้าของกุจะกลับมา...

        
     
         เมื่อกุได้ยินข่าวเน๊ กุดีจัยเห้ๆ พระเจ้าของกุหายจากเวทีคอนเสิดไปเกือบ 10 ปีแล้ว
     
         วันก่อนเข้าไปอ่านในมายเป๊ซของ โยชิกิ (มือกลอง เปียโน และหัวหน้าวง) เขาบอกว่า โทชิ (นักร้องนำ + ตัวทำวงแตก) โทรมามานตอนช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงช่วงต้นปี 2550 นี้ พูดทำนองว่าอยากให้ X Japan กลับมา (ก็เอาดิฟะ!!!)
     
         โยชิกิบอกว่าขอคิดดูก่อน เพราะยังโศกเศร้ากับการตายของ ฮิเดะ (มือกีร์ตา)ไม่หาย (ห่าผ่านมาเกือบจะ 10 ปีแล้วนะ) ส่วนโทชิดันไปเขียนในมายเป๊ซของมานกับให้สัมภาดนิตยสารแห่งหนึ่งในเย่ปุ่นไปเล่มนึงว่า X กำลังจะกลับมา (อ่าวเช็ดครกแล้วกุจะเชื่อใครล่ะเนี่ย)
     
         เอาเป็นว่าไม่เป็นไร แค่มีข่าวลือว่าพระเจ้าของกุกำลังจะกลับมาแค่นี้กุก็ดีใจเน้นเต้นแล้ว
     
         หลายคนอาจจะไม่เคยฟัง หรือแค่เห็นว่าเป็นเพลงพี่ยุ่นเขาก็ไม่ฟังกันแล้ว เอาเหอะไม่เป็นไรเราไม่บังคับนายหรอก แต่เรามีประโยคในเพลงที่อยากยกตัวอย่างให้นายได้ฟัง ว่าการมองโลกของ X เป็นเช่นไร
     
         "Time may change my life but my heart remain the same to you
           Time may change your heart my love for you never chamge"     (ท่อนหนึ่งจากเพลง Say anything)
     
         "Tell me why What the meaning of my life Do I try to live? Do I try to love? "In my dream" (ท่อนหนึ่งจากเพลง Art of life)
     
         "LONELINESS, YOUR SILENT WHISPER
          FILLS A RIVER OF TEARS THROUGH THE NIGHT
          MEMORY, YOU NEVER LET ME CRY
          AND YOU, YOU NEVER SAID GOODBYE"     (ท่อนหนึ่งจากเพลง Tears) (เพลงโปรดกุเลย)
     
          กุยกมาให้ 3 ประโยค มีการบ้านให้อย่างนึงสำคัญคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ให้เดาว่าประโยคไหนเป็นประโยคที่กุชอบที่สุด ใครตอบถูกเอาจุจุ๊บกุไปที่นึง แฮ่ (จามีคนอยากได้ม้ายเนี่ย)
          
         ป.ล. ลิ้งที่เกี่ยวข้อง
     
     
     
        
    June 04

    เมื่อครั้งวันสอบปากเปล่าเนติฯ

     
     
    เห้ ท่าเมิงจะเพี้ยนฟ่ะ สอบปากเปล่าไปตั้งนานแล้วเพิ่งจามาเขียนมายเป๊ซ อ้าวก็ม่างมีอารมณ์วันนี้เน่หว่า แล้วตกลงเมิงจาเขียนมั้ยอ่ะ เออๆกุเขียนก็ได้ว่ะ
     
    หลังจากทุกข์ตูดระบมกะการสอบเนติ สุดท้ายฟ้าก็สดสัยหลังฝนแถมด้วยรุ้งกินน้ามงามหยด กุสอบได้เนติฯทั้ง 4 ขา (โฮ่งๆ ม่ายช่ายหมาโว้ย แพ่ง อาญา วิแพ่ง วิอาญา ตะหาก) ในปีเดียว ก็เหลือภารกิจสุดท้ายของ Battle royal คือการสอบปากเปล่า อ๊ะๆม่ายด้ายหมายถึงให้เลาะฟันออกทั้งปากแล้วไปสอบด้วยเลือดกลบปากนะจ๊า แต่คล้ายๆการสอบสัมภาษณ์ตะหาก เขาจาดูบุคลิกว่าทำตัวสมกะจะเปงเนติบัณฑิตอ๊ะเปล่า
     
    วันที่ 10 ธันวาคม 2549 กุไปถึงตั้งแต่ 7 โมงด้วยรถอ้ายเห้ยิบซึ่งมานสอบได้ปีเดียวเหมือนกุ อาศัยรถมานไปที่เนติประจำขอบจัยนายมากนะเว่ย
     
    เดินแอ่วอยู่ที่ชั้น 1 ซักแปป พอ 8 โมงก็โดนเรียกให้ขึ้นไปอยู่บนห้องกักตัวชั้น 4 เพื่อรอเรียกเข้าไปสอบสัมภาษาอีกห้องนึง กุก็นั่งบื้อๆตามประสากุเรื่อย
     
    ปามาน 9 โมง แถวแรกถูกเรียกเข้าห้องดับจิต เอ้ย ห้องสอบปากเปล่าตะหาก ในนั้นจามีโต๊ะอยู่หลายโต๊ะ โต๊ะเนิงจามีอาจารย์ 3 คน คอยไล่บี้ถามคำถามผู้เข้าสอบ
     
    กุม่างนั่งตูดบวมรากงอกปามานเกือบ 2 ชั่วโมง ก่ากุจะได้เข้าไปสอบ เพราะกุเป็นพวกรหัส 48 (รหัสล่าสุดที่จะมีการจบเนติฯได้) จึงต้องอยู่แทบจะคนท้ายๆของคนที่จะเข้าไปสอบ
     
    พอถึงตากุโดนเรียกปุ๊ป กุภาวนาขอให้เจอจารย์ใจดีๆด้วยเถิ๊ด ให้กุผ่านเถอะน้า แต่ก่อนกุเข้าห้องสอบปามาน 2 นาทีกุม่างนั่งขาสั่นผั่บๆ ฉี่แทบแตก (เฮ้ย เกินปัย)
     
    พอกุถูกเรียกปุ๊ปกุก็เดินเข้าปัยที่โต๊ะซึ่งมีอาจารย์นั่งอยู่ 3 คน กุก็หวัดดีก๊าบบบบ เมตตาป๋มด้วยนะก๊าบอาจารย์ ปรากฏกุไม่รู้จักใครซักคนเลยฟ่ะ (ตอนหลังกุมารู้ว่าคนที่เป็นประธานของโต๊ะ คือ จารย์ปริญญา ดีผดุง สอนกฎหมายลิขสิทธิ์)
     
    จารย์ก็คุยกะกุไปก่อน เพิ่อให้มีอรรถรสจึงขอตัดคำพูดบางส่วนมาลงไว้ ณ ที่นี้
     
    จารย์คนซ้าย : เอ้า เป็นไงกว่าจะผ่านมาได้ถึงนี่ยากมั้ย จบที่ไหนมาล่ะ
     
    กุ : ผมจบจากรามคำแหงก๊าบจารย์
     
    จารย์คนกลาง : สอบได้วิชาละคะแนนเท่าไหร่บ้างล่ะ
     
    กุ : เอ่อ.......ผะ ...ผะ...ผม
     
    จารย์คนซ้าย : ได้คะแนนอาญา แพ่ง วิแพ่ง วิอาญา น่ะเท่าไหร่ !
     
    กุ : ก็ได้แพ่ง 60 อาญา 70 วิอาญา 66 แล้วก้วิแพ่ง 77 ก๊าบบ (เสียงสั่น)
     
    จารย์คนขวา : โฮ่ ได้คะแนนวิแพ่ง วิอาญาดีนี่นา คราวนี้แหละจาได้รู้กันว่าคะแนนที่ได้มาน่ะของจริงรึเปล่า!
     
    กุ : (หน้าซีดเป็นเผือกต้ม) กะ ... กั๊บ
     
    จารย์คนกลาง : เอ้า ถ้าพร้อมแล้วก็เปิดคำถามที่วางอยู่ตรงหน้าคุณได้ (บนโต๊ะจามีกาดาษวางคว่ำอยู่แผ่นนึง เมื่อหงายขึ้นมาในนั้นก็จะกลายเป็นข้อดับจิต เอ้ย ข้อสอบตะหากล่ะโว้ย)
     
    มือขวากุเงื้อไปหยิบกระดาษพลิกปึ้ปทันใด!!!
     
    ข้อสอบ : "ในการขอเข้ามาเป็นคู่ความภายหลังจากที่มีการฟ้องในคดีแพ่งและคดีอาญามีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง จงอธิบาย"
     
    ปี๊ซซซซซซซซซซซซซ บร๊ะเจ้า!!
     
    ทะมายถามง่ายเง๊ว้า (โคชโม้)
     
    กุ : งั้นผมขอตอบวิอาญาก่อนนะกั๊บ (เชิญ) ในการขอเข้ามาเป็นคู่ความภายหลังจากที่มีการฟ้องในคดีอาญา มี อยู่ 2 กรณีกั๊บ คือกรณีอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายตามม. 31 และผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการตามม.30 ........................ฯลฯ (เข้เกียจเขียนหมด)
     
    จารย์คนกลาง : อืม แล้วคดีแพ่งล่ะ
     
    กุ : ในส่วนของคดีแพ่งนั้นบุคคลภายนอกสามารถขอเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดตามม.57 ก๊าบบบ โดยมีหลักว่า ..........................ฯลฯ
     
    จารย์คนกลาง : (นั่งหน้านิ่ง คิดแป๊ปนึง ต่อมาก็ถามคำถามที่กุคาดไม่ถึง สงสัยกุตอบเสร็จเร็วไปหน่อย) งั้นช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่าตามม.57 (1) (2) และ (3) น่ะถ้อยคำในตัวบทใช้ว่ายังไง
     
    กุ : (เช็ด!! เอาจริงหรอฟะ) กะ กั๊บ ได้ ม.57(1) ใช้ถ้อยคำว่า...........  ม.57(2) ใช้ถ้อยคำว่า..........  ม.57(3 ใช้ถ้อยคำว่า..............
     
    (จารย์ทุกคนนั่งนิ่งเงียบหมด)
     
    จารย์คนซ้าย : จบจากมัธยมที่ร.ร.ไหนมา
     
    กุ : (เป็นคำถามที่กุภูมิใจที่สุดที่จะตอบ!!!) สตรีวิทยา 2 กั๊บ
     
    จารย์คนซ้าย : ความรู้ก็ดีนี่ทำไมไม่เข้าธรรมศาสตร์ล่ะ
     
    กุ : เอ่อ สมัยก่อนไม่ค่อยตั้งใจอ่านหนังสือกั๊บ (แต่โผมก็เอนติดเกษตรนะก๊าบบบบบบบบบบบบ แค่ได้คณะที่ไม่อยากเรียนเท่านั้นเอง)
     
    จารย์คนขวา : เพิ่งมากลับตัวได้ตอนเรียนมหาลัยหรอ
     
    กุ : (เอ่อ.... ผมก็ไม่ได้เลวมาก่อนนะกั๊บจารย์) อ่า คับ เมื่อก่อนมัวแต่เล่นฟุตบอลน่ะกั๊บ
     
    จารย์คนซ้าย : โฮ่ ตุลาการสายนักกีฬา (แอบภูมิใจ ^_^)
     
    จารย์คนกลาง : (หันถามจารย์คนขวาและซ้าย) เป็นไงให้ผ่านมั้ย
     
    จารย์คนซ้าย : (พยักหน้าหงึก)
     
    จารย์คนขวา : ถูกใจมากกกก (โคชปลื้ม ^____________________^)
     
    หลังจากนั้นจารย์ก็ปล่อยตัวกุลงมา แต่พอกุลงมาแล้วกุหาเห้ยิบไม่เจอ ห่า ม่างหายปัยไหนวะ หรือว่าม่างเข้าห้องเย็น(คือห้องที่เอาไว้รองรับสำหรับคนสอบปากเปล่าไม่ผ่าน ทางเนติฯก็จะให้โอกาสสอบปากเปล่าอีกครั้งคือไปเข้าห้องเย็น ในห้องเย็นนั้นจะมีทั้งประธานศาลฎีกา อัยการสูงสุด นายกสภาทนาย และผู้ทรงคุนนะวุดอีกหลายท่าน แค่คิดก็เหงื่อแตกพลั่ก น่าจาเรียกว่าห้องร้อนมากก่านะ) ไม่หรอกน่า ลองไปถามเจ้าหน้าที่ของเนติดูว่ามีใครหลงเหลืออยู่ข้างบนไหม เขาบอกว่าลงมาหมดแล้ว อ้าวเชี่ยแล้วมันหายไปไหนของมันว้า ตอนวนไปวนมาอยู่สักพัก เจ้าหน้าที่คนเดิมก็มาเรียก "เอ้อ น้องๆยังมีเหลืออยู่ข้างบนอีกคนนึง เพื่อนน้องรึเปล่า" ไอ้ยิบเดินปรากฏตัวออกมาด้วยใบหน้าหมองซีดเพราะจารย์ Subject Come to you (วิชา มหาคุณ) ล่อถามคำถามซะอ่วม แต่สุดท้ายแล้วเห้ยิบก็กลายเป็นคนสุดท้ายผู้รอดชีวิตจาก Better royal ของเนติภาค 1 สมัยที่ 59 นี้
     
    อิจฉาโว่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!