[ N O R ] M I N...'s profileTell me why What the mea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 07

    ความฝันคู่ขนาน

     
    ช่วงนี้ครายอ่านมายเป๊ซกุก็อย่าแปลกจัยนะ หากกุมีเรื่องหนักๆอะไรมาเขียน จิงๆไม่ได้อยากเขียนเรื่องหนักหรอกนะ แต่เขียนเพราะมันอยากจะเขียน งงมะเนี่ย -_-"
     
    นักปัดยาเมธีหลายคน(ครายบ้างฟะ) พูดถึงเรื่องความฝันของคน บางคนบอกว่าคนเรามีชีวิตอยู่เพื่อความฝัน บางคนบอกว่าความฝันทำให้คนเรามีชีวิตอยู่ (อ้าว แล้วมันต่างกันไงวะ ห่านี่ )
     
    กุเองก็มีฟามฝัน แต่มะได้ฝันเปียก กลุนาอย่าเอามารวมเปงเรื่องเดียวกัน แบร่  
     
    ฝันแรกสุดของกุเลยตั้งแต่เด็กๆ กุอยากเป็นนักเขียนกาตูน เพราะกุอ่านทีไรแล้วกุมีความสุข ได้หัวเยาะเราะไปกับมัน แม้กุจะเกือบตายเพราะกาตูนก็ตาม เนื่องจากตอนนั้นกุแดกทอฟฟี่เม็ดเท่าควายอยู่ในปาก พร้อมกับนอนอ่านกาตูนโดเรม่อนไปด้วย มีตอนนึงกุขำก๊ากทั้งที่ควาย เอ้ย ทอฟฟี่เม็ดเท่าควายยังอยู่ในปากนั่นแหละ ทอฟฟี่ม่างติดคอกุ เกือบตายห่าไปแล้ว สงสัยนรกยังไม่ต้อนรับกุมั้ง เป็นคนดีเกินอะไรงี้ ก๊าซซซ  สุดท้ายฝันนี้ก็ล่มสลายลงด้วยคำพูดที่ว่า นักเขียนกาตูนไส้แห้ง !
     
    หลังจากนั้นฝันที่สองของกุอยากเป็นนักวิดทะยาสาดดด (แต่ตอนนี้กุได้แต่โดนบักเพื่อนกุเรียกว่า ไอ้สาดดดดดด อยู่เสมอๆ ภูมิจัยดีมั้ยวะ) กุอยากช่วยเหลือโลกอ่ะ กุอยากเก่งแบบไอสไตน์ แต่กุก็ไม่ฉลาดพอที่จะทำแบบเขาได้ กุทำได้แค่ทรงผมเหมือนไอสไตน์เท่านั้นแล (สังเกตรูปลักนี้ได้หลังกุตื่นนอน ตอนกุไปฝึกงานที่ออฟฟิศกุก็ไม่เคยหวีผมสาบานได้ ไปแม่งงั้นแหละ ไม่ได้ไปจีบสาวที่หนายแน่หว่า 555 เอ๊ะ แต่ถึงไปจีบกุก็ไม่เคยหวีผมไปเหมือนกันนะ) ความฝันการนักวิดยาสาดดด กุก็ล่มสลายเพราะสุดท้ายกุมารู้ว่ากุแม่งโง่เลข กับเคมี และฟิสิก เห้ๆ
     
    ฝันอีกครั้งของกุอยากเป็นสะ-ถา-ปัด เนื่องจากสมัยก่อนกุวาดลูบเก่งมากกก (ไม่เชื่ออ่ะเด๊) กุเคยได้ลางวันชมเชยของกรมอนามัยโลกตอนอยู่ป.5 ได้รางวัลที่ 1 วาดภาพวันคริสมาสที่ร.ร.ปานะพันธ์ตอนกุอยู่ม.5 อีกเช่นกัน ได้ที่ 2 วาดภาพพระอภัยมณีตอนวันสุนทรภู่สมัยกุอยู่ม.1 สุดท้ายฝันนี้ก็เฟลไปอีกเนื่องจากกุโง่เลข และตอนนั้นคิดว่าสะ-ถา-ปัด แม่งตกงาน กุทำได้แต่ปัด-รัง-ควาน มาจนถึงทุกวันนี้ เหอๆ (รวมทั้งหากอยู่ว่างๆก็ปัดรังแคบนหัวกุเล่นด้วย )
     
    ฝันครั้งต่อมากุอยากเป็นนักจิดวิดทะยา ไม่รู้คิดเหี้ยอะไรของกุตอนนั้นกุอยู่แค่ม.2 เอง กุไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับจิตตะสาดมาอ่านเยอะมาก ปัจจุบันเป็นไงคับ ----> กองแม่งไว้ตรงนั้นแหละ แถมทำให้กุแม่งประสาทแดกไปพักนึง อาการนี้จะกำเริบขึ้นอยากมีอะไรกระทบกระเทือนจิตจัยกุ ดังนั้น ครายก็ตามอย่าทำให้กุโกดนะคับ ฮี่ๆ ขู่ไว้ก่อน )
     
    ปัจจุบันนี้ กุก็ยังมีความฝันหลงเหลืออยู่ และกุคิดว่าบางทีฝันคงเป็นความฝันครั้งสุดท้ายของกุแล้ว แต่มันแปลกตรงที่ว่ามันเป็นความฝันคู่ขนาน...
     
    คือทักสิน(แม๊ว)อะไรวะ "ฝันคู่ขนาน"
     
    พูดง่ายๆคือฝันแห่งความโลภของกุงั้ย กุฝันอยากที่จะเป็นอยู่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งความฝันนี้ไม่สามารถมาบรรจบกัน
     
    ฝันคู่ขนานขบวนแรก กุอยากเป็นผู้ช่วยฯ หลายคนที่ไม่ได้เรียนกฎหมายอาจงงว่าไอ้ห่ามึงเรียนจบทั้งปินยาตรี (แถมเกียรตินิยมด้วย - ขอโม้หน่อย เหอๆ)ทั้งเนติบันดิต ฝันอยากเป็นแค่ผู้ช่วย ผู้ช่วยหอยอะไรวะ ผู้ช่วยเลขานุการอ๊ะป่าว กุบอกว่า ไอ้สัด กุพูดไปมึงก็ไม่เข้าใจหรอกเพราะหากจะทำให้เมิงเข้าใจกุต้องมานั่งอธิบายพระธรรมนูญศาลให้มึงฟัง ซึ่งกุขี้เกียจ กุบอกว่าเอางี้แล้วกัน กุอยากเป็นศาล แม่งเสือกบอกว่าเออ แด๋วกุเอาศาลพระภูมิมาตั้งบ้านมึงหั้ย กุบอกเอาตั้งไว้บนหัวแม่เมิงเหอะ สาดดดดดด สรุปง่ายๆคำว่า ผู้ช่วยฯในที่นี้ คือ ผู้ช่วยผู้พิพากษา นะกั๊บ พูดง่ายๆคือถ้าสอบผู้พิพากษาได้ เขาจะเรียกคุณว่า ผู้ช่วยฯ (คือผู้พิพากษาฝึกงานนั่นแล) ซึ่งเป็นศัพท์ที่รู้กันของนักกฎหมาย ในตอนแรกคุณจะเป็นแค่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาเต็มตัว (อ่าว แล้วอีกครึ่งตัวหายไปไน๋วะ?) คุณจะเป็นผู้พิพากษาเต็มตัวก็ต่อเมื่อได้รับโปรดเกล้าฯจากในหลวงท่าน โดยในขั้นต่อไปจะเรียกคุณณว่า ผู้พิพากษาประจำศาล กว่าจะมาเป็นผู้พิพากษาประจำศาลได้ คุณต้องเป็นผู้ช่วยฯประมาณ 3 ปี (ตามกฎหมายปัจจุบัน) จึงจะได้รับโปรดเกล้าฯเป็นผู้พิพากษาประจำศาล ซึ่งจะมีผลให้คุณทำงานได้ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ อันเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติยิ่ง เพราะขนาดอำนาจอธิปไตยอีก 2 อย่าง คือในทางบริหาร(นายกฯ) กับนิติบัญญัติ(ประทานสภาผู้แทนฯ) ก็ไม่ได้ทำงานในฐานะพระปรมาภิไธยนะคับ
     
    ฝันคู่ขนานขบวนที่สอง กุอยากเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ฝันนี้เกิดขึ้นตอนที่ว่ากุได้บังเอิญไปเป็นติวเตอร์ให้กับเด็กร.ร.เซนโยเซฟตอนแวนต์ด้วยความบังเอิญและมีโชคเมื่อประมาณกุอยู่ปี 3 ต้นๆ (ช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 47) ตอนนั้นเด็กที่เรียนกับกุมีอยู่ 2 คนคือ น้องเจ กับน้องอุ้ม โดยติวเพื่อให้น้องเขาไปแข่งตอบปัญหากฎหมายในระดับมัธยมปลาย ส่วนน้องอุ้มที่จะสอบตรงเข้ามธ.ก็ได้ทวนไปด้วย และต่อมาก็มีเด็กมาเรียนกับกุเพิ่มมากขึ้น มีน้องเบนซ์ น้องเบน น้องจอย น้องพิ้ง น้องพลอย น้องแป้ง น้องเบล น้องบุ๊ก น้องแซน น้องกิ๊ฟ น้องกวาง น้องกิ๊ง น้องรัตน์ น้องยีน น้องแอร์ น้องหวาน (หากขาดใครไปก็ขออภัยด้วย) ทุกครั้งที่กุเห็นน้องเขาประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะได้รางวัลจากการแข่ง หรือสอบเข้านิติทำมะสาด หรือนิติจุลาได้ และทำให้น้องเขารักในวิชากฎหมายได้ กุมีความภูมิใจอย่างมากมันเหมือนกับว่ากุมีส่วนร่วมในความสำเร็จของเขาแม้จะไม่มาก แต่กุก็แอบดีจัยและภูมิใจอยู่ข้างหลังทุกครั้ง ทำให้กุคิดว่าการเป็นอาจารย์นี่มันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นแม้เราไม่ได้ทำเอง แต่น้องๆพวกนี้ทำให้กุแทนแล้ว (สมัยกุอยู่ม.ปลายกุไม่เคยไปแข่งตอบปัญหาแบบนี้ รวมทั้งไม่มีโอกาสแม้จะสอบตรงเข้านิติทำมะสาด เพราะเกรดกุไม่ถึง) กุอยากเป็นอาจารย์ถึงขนาดที่ว่าเมื่อช่วงประมาณต้นปี 50 ที่ผ่านมา กุเองก็ถึงขนาดบากหน้าไปที่รามคำแหงคุยกะจารย์รังสรรค์ (อธิการบดี) เพื่อที่จะขอสมัครเป็นอาจารย์ อาจารย์รังสรรค์เขาบอกว่า ตอนนี้เขารับพวกจบป.โทแล้ว จบเนติฯอย่างเดียวเขาไม่รับ กุก็ล้มหน้าหงายหัวกระแทกพื้นเลือดออกไป 3.5 ลิตรกลับมาชนิดที่หมอศันยะกำมือหนึ่งยังหน้าซีดเป็นเผือกทอดเมื่อเห็นพยาธิสภาพกุ -_-"
     
    นั่นคือหมายความว่า ความฝันของกุทั้งสองขบวนไม่อาจไปด้วยกันได้ หากกุฝันจะเป็นผู้ช่วยฯ กุก็จะไม่ได้เป็นอาจารย์ หากกุเป็นอาจารย์กุก็จะไม่ได้เป็นผู้ช่วยฯ และในตอนนี้มันถึงเวลาที่กุจะต้องตัดสินใจเลือกฝันใดฝันหนึ่ง นั่นก็คือฝันแรก กุถึงขนาดที่จะไม่เรียนโทและก็จะไม่ขอทำงาน(ซึ่งคนที่บอกทางเลือกนี้ก็คือพ่อของกุเอง) เนื่องจาก ถาเรียนโทไปในตอนนี้กุจะต้องทำวิทยานิพนธ์ตอนกุกุอายุปามาน 25 พอดี ซึ่งตอนนั้นอายุงานรวมทั้งอายุตัวกุเองก็จะครบพอที่จะสอบผู้ช่วยฯได้พอดี ซึ่งกุต้องการสมาธิในการอ่านหนังสือรวมทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นอย่างมากในการสอบ และกุก็คงจะไม่ได้ทำงานเพื่อที่จะทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสืออย่างเดียว (มีรุ่นพี่กุคนนึงคือพี่มิก เคยพูดให้ฟังบอกว่าคุณก็สอบเป็นศาลให้ได้สิ แล้วก็สร้างผลงานทางวิชการดีๆ แด๋วมหาลัยก็ดึงคุณไปสอนเป็นอาจารย์พิเศษเองแหละ - ขอบคุณที่ชี้แนะนะก๊าบ)
     
    แต่อย่างไรก็ตามแม้ในตอนนี้กุจะเลือกฝันแรกแล้ว แต่กุเองก็อยากที่จะมีส่วนร่วมในฝันที่สองของกุด้วย แม้จะไม่ใช่อาจารย์สอนกฎหมายในหมาลัยก็ตาม กุจึงตัดสินใจที่จะโทรไปหาน้องรัตน์เพื่อให้น้องรัตน์ลองไปถามพวกน้องๆเซนโยว่ามีครายอยากเรียนกฎหมายบ้างแม้จะเพื่อสอบตรง หรือเพื่อไปแข่งตอบปัญหา หรือแค่อยากรู้เฉยๆ กุก็อยากที่จะมาสอนให้ ซึ่งในตอนนี้น้องๆหลายคนก็ตอบรับที่อยากจะเรียน ซึ่งหากกุได้กลับไปสอนจริง กุเองก็อยากจะบอกพวกน้องๆเหล่านั้นว่า
     
     "ขอบคุณนะกั๊บที่ทำให้ความฝันของพี่เป็นจริงอีกครั้ง"
     
     
     
    p.s. มีคำคมของนักปาดยุคโซเครติสมาบอกกล่าว มีว่า
     
     
    " When I fail , I promises I will be strong more past "
     
     
    แปลเป็นไทยได้ดังนี้
     
     
    " ทุกครั้งที่ผมลื่นล้ม ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม "
     
     
    เท่าที่ค้นดูในเอกสารปะหวัดสาดพบชื่อของคนที่กวีขึ้นคือ
     
     
    Norapath Namwong
     
     
    (มันยุคโซเครติสตรงไน๋วะเนี่ย)
     
     
    ขอมอบคำคมนี้แด่เรื่องราว
     
     
    It 's still fucking in my mind
     
     
     
     
    June 30

    It 's still fucking in my mind

     
     
    เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของคนหลงตัวเองคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอ ไม่แนะนำให้ผู้ใดลอกเลียนแบบเพราะอาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับคนหลงตัวเองคนนั้น เรื่องดังกล่าวไม่มีเจตนาพาดพิงผู้ใดให้เสียหาย แต่เป็นการบรรยายความอ่อนแอของคนหลงตัวเองคนนั้นทั้งสิ้น ไม่มีจิตคิดเป็นอื่น หากเรื่องราวดังกล่าวจะเป็นอุทธาหรณ์ให้แก่ใครได้ คนหลงตัวเองคนนั้นจะขอบคุณยิ่ง
     
    เพื่อความหลั่นล้าในการอ่านเพื่อไม่ให้ทราบตัวละครของคนหลงตัวเองคนนั้น ผู้เขียนขอสมมติคนหลงตัวเองคนนั้นเป็น "นาย ก." (บุคคลที่ซวยที่สุดในการเรียนกฎหมายเพราะไม่ว่าจะโดนฆ่า หรือ ถูกข่มขืนนาย ก. เป็นคนทำทั้งสิ้นฯลฯ) (ว่าแต่มันเป็นนายแล้วมันถูกข่มขืนได้ไงหว่า ช่างมันเฮ๊อะ)
     
    ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นาย ก. คิดมาโดยตลอดว่านาย ก. เข้มแข็งพอที่จะไม่คุยกับใครสักคนหนึ่งได้ แต่เปล่าเลย ความรู้สึกที่อ่อนแอนั่นถูกเก็บซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึกของนาย ก. มาโดยตลอดแม้กระทั่งนาย ก. เองก็ไม่ได้เคยที่จะได้นึกถึงมัน จนสุดท้ายเมื่อวันหนึ่งมันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง นาย ก. กลับไม่อาจต้านทานมันไว้ได้ทั้งที่นาย ก. คิดว่านาย ก. เข้มแข็งพอที่จะกดมันไว้ ถึงที่สุดแล้วนาย ก. มารู้ว่าตลอด 3 ปีอันแสนสงบสุขในจิตใจนาย ก. แท้จริงแล้วมันเป็นเพียง "ความสงบก่อนจะเกิดพายุ" ก็เท่านั้น มันไม่ต่างอะไรกับพายุลูกใหญ่ที่ค่อยๆก่ออย่างลับๆในใจของ นาย ก. เป็นพลังงานที่สะสมไว้รอวันที่จะถูกปล่อยออกมา เมื่อมันถึงจุดที่พายุมีพลังงานพอแล้วนาย ก. ถูกมันครอบงำอีกครั้ง เรื่องราวทั้งหลายถูกรีเพลย์ขึ้นอีกครั้งแทบไม่ต่างอะไรจากเรื่องราวในอดีตที่ถูกฝังกลบอยู่ในใจของนาย ก.
     
    พายุยังพัดไม่หยุดมันแรงขึ้นกว่าเดิม จนนาย ก. คิดว่าปล่อยตัวไปตามพายุมันก็ดีเหมือนกันนะ มันเหมือนกับการ Set me free จากการกดทับของจิตใจที่มีมานาน นาย ก. ค่อยๆปล่อยตัวให้สบายไปตามพายุนั้น มันอยากพัดไปที่ไหนนาย ก. ก็จะตามมันไปที่นั่น มันเย็นสบายดี นาย ก. คิดว่ามันคงพัดนาย ก. ไปได้อีกนานแสนนาน มันมีพลังงานเพียงพอแล้ว นาย ก. เคลิบเคลิ้มไปกับแรงหมุนของมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความเข้มแข็งของนาย ก. มลายหายไปสิ้นแล้ว นาย ก. ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า 3 ปีที่แล้วนาย ก. เข้มแข็งยังไง
     
    นาย ก. ปล่อยตัวเองไปสักพัก ดื่มด่ำกับบรรยากาศเก่าๆ กลิ่นอดีตในช่วงเวลาที่หอมหวนกลับลอยมาแตะจมูก พายุมันพัดเข้ามา นาย ก. ไม่ได้ตั้งใจให้มันมาหรอก นาย ก. ลืมตาดูทำให้นาย ก. เห็นว่านาย ก. ลอยอยู่บนฟ้า นาย ก. มองลงมาจากเบื้องบนเห็นความหลังแสน fucking เล็กกระจิ๋วเดียวไม่ต่างอะไรกับนาย ก. อยู่บนเครื่องบินแล้วถลาตามองลงเบื้องล่าง นาย ก. หวังว่ากุจะลอยขึ้นบนฟ้าไปเรื่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ความหลังแสน fucking เล็กลงเรื่อยๆตามกันไป นาย ก. สนุกสนานกับแรงลมแกล้มความหลังแสนยวนเย้า
     
    ในเวลาเดียวกัน ทุกสรรพสิ่งมีมุมมืดอยู่ในตัวเอง พายุเองก็ไม่ต่าง แรงลมที่หมุนนั้นเมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันทำให้นาย ก. เริ่มมึนหัว ตานาย ก. เริ่มลาย จมูกเริ่มไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รส และมีปัจจัยที่ทำให้พายุหยุดหมุนเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อพายุสลายตัวลง นาย ก. ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าทั้งที่นาย ก. คิดมาตลอดว่านาย ก. ลอยสูงเหมือนเทวดา
     
    ในช่วงเวลาที่นาย ก. อยู่กับพายุนาย ก. มองเห็นแต่ดอกกุหลาบและลิลลี่บานสะพรั่งเต็มไปหมด แต่ตอนนี้เหลือแต่เศษซากของดอกเหล่านั้น กลีบดอกถูกฉีกเป็นชิ้นๆ หนามกุหลาบแทงทะลุมือนาย ก.  กลิ่นอันแสนงดงามปัจจุบันมันคือกลิ่นเหม็นบูดของขนมปังเน่า เสียงที่เสนาะหูเมื่อครั้งพายุยังพัดในตอนนี้ไม่ต่างจากเสียงครวญครางเฝ้ารอวันดับสิ้นอยู่ในกองเพลิง ร่างกายนาย ก. ที่หมุนได้และลอยสูงขึ้นไป เมื่อตกลงมานาย ก. เห็นแต่บาดแผลเต็มร่างกายทั้งรอยขีดข่วนเล็กน้อยและขนาดใหญ่อันเกิดจากเศษกิ่งไม้ ใบหญ้า เครื่องจักร กระเบื้อง ฯลฯ ที่ถูกพายุดูดเข้ามาหมุนรวมอยู่กับตัวนาย ก. มันกระแทกตัวนาย ก. ไปพร้อมกับความสุข นาย ก. ไม่รู้สึกเจ็บเลยในเวลานั้น แต่เมื่อพายุสงบแล้วทำไมนาย ก. รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดถึงขนาดนี้ จิตใจนาย ก. ร่ำร้องอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและไร้ซึ่งความหมาย นาย ก. ถามตัวเองว่า
     
    "ที่ผ่านมากูทำอะไร? พายุหายไปไหนแล้ว? ทำไมร่างกายกูมีแผลล่ะ? รอยแผลในส่วนนี้กูถูกอะไรบาด? กูถูกอะไรกระแทกนะ? มีใครรู้บ้างไหม เกิดอะไรขึ้นกับตัวกู? ไม่มีใครบอกกูได้เลยหรือ? ทุกคนหายไปไหนกันหมด?"
     
    นาย ก. ร่ำร้องอยู่อย่างนั้น จนมีเสียงบางเสียงเกิดขึ้นมาเข้าหูนาย ก.  เป็นเสียงที่คุ้นหูนาย ก. มากเหมือนกับนาย ก. เคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหนมาก่อน
     
    " ไง  นาย ก. น่าสมเพศมึงจริงนะ ตลอดเวลาที่มึงอยู่ในวังวนแห่งความสุขท่ามกลางพายุ มึงเคยพาใครเข้าไปด้วยไหมล่ะ ไม่เคยใช่ไหม มึงมีความสุขเดียว มึงสนุกของมึงไปคนเดียว แล้วทำไมเมื่อพายุสงบแล้วมึงมาร่ำร้องหาคนอื่นล่ะ มาร่ำร้องหาคนที่ให้คำตอบมึงทำไม "
     
    นาย ก. ถามเสียงนั้นกลับไป
     
    " มึงเป็นใคร "
     
    มันเงียบไปสักพักหนึ่ง
     
    สุดท้ายแล้วมันก็พูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเชิงเย้อหยัน
     
     
     
     
     
     
     
     
    " จิตใจมึงไงล่ะ "
     
     
     
     
     
     
     
    ความเงียบกลับเข้าครอบงำอีกครั้ง เสียงนั้นสดับไป มันไม่พูดอะไรออกมาอีก นาย ก. เองไม่พูดอะไรอีกเหมือนกัน แต่นาย ก. รู้ได้ด้วยความรู้สึกว่า นาย ก. จ้องตากับมันอยู่ มันเองก็จ้องตานาย ก. อยู่อย่างไม่กระพริบเช่นกัน มันเผยอยิ้มให้ นาย ก. ยิ้มตามไม่ออก มันไม่วางตาจากนาย ก. เลย นาย ก. อยากที่จะหลบตามันแต่นาย ก. ทำไม่ได้ ประสาทสัมผัสนาย ก. ไม่ทำงาน มันพูดขึ้นอีกครั้ง
     
    " นาย ก. มึงทำร้ายกุพอหรือยัง "
     
    นาย ก. ถึงกับนิ่งอึ้ง นาย ก. ไม่มีคำตอบให้กับมัน ไม่สินาย ก. ไม่รู้ว่าจะตอบมันยังไงมากกว่า มันยังแสยะยิ้มให้นาย ก. อยู่ รอยยิ้มเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม นาย ก. หมดความอดทนกับรอยยิ้มเย้ยหยันของมันเต็มทีแล้ว นาย ก. เหวี่ยงหมัดขวาที่มันแต่ไม่ถูกตัวมัน ตัวมันโปร่งใส มันระเบิดเสียงหัวเราะดังก๊าก นาย ก. ยิ่งทนไม่ได้นาย ก. วิ่งไล่เตะ ต่อย ถีบ ถอง มันจนหมดแรงและล้มฟุบไปเพราะความเหนื่อย มันยืนอยู่เหนือนาย ก.  นาย ก. ถามมันว่า
     
    " มึงต้องการอะไร "
     
    ริมฝีปากมันแสยะยิ้มอยู่เหมือนเดิมแต่แฝงด้วยความสะใจ
     
    " เลิกทำร้ายกูเสียที เหมือนกับ 3 ปีที่ผ่านมา ที่มึงอยู่อย่างสงบ "
     
    นาย ก. อ้ำอึ้ง แต่ไม่วายสวนกลับไป
     
    " กูมีเงื่อนไข หากมึงบอกความหมายของสิ่งหนึ่งได้ "
     
    มันหยุดคิด แต่ก็พูดออกไปอีก
     
    " ว่ามา "
     
    นาย ก. จ้องตามันอย่างเขม็งเกร็งไม่กระพริบ และปากก็เริ่มขยับ 
     
    " Tell me why What the meaning of my life , Do I try to live , Do I try to love "
     
    "มึงต้องบอกกูมาก่อน ว่าอะไรคือความหมายแห่งชีวิต เพื่อการดำรงอยู่แห่งตัวตนหรือ เพื่อความรักนิรันดร์หรือ "
     
    ได้ผล มันหยุดคิด มันมองนาย ก. ด้วยแววตามันไร้ความรู้สึกยิ่ง เป็นตาสีชา และริมฝีปากมันก็ขยับ
     
    " In my dream "
     
    " มันคือความฝันตื่นหนึ่งของมึงไง "
     
     
     
    เมื่อพูดจบ
     
     
     
    มันก็หายลับไป
     
     
     
    เหมือนกับพายุลูกนั้น...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ขอไว้อาลัยแด่
     
     
     
     
    ความหลังที่ถูกขุดขึ้นจากจิตใจที่อ่อนแอ
     
     
     
     
     It 's still fucking in my mind
     
     
     
     
    June 09

    เมื่อพระเจ้าของกุจะกลับมา...

        
     
         เมื่อกุได้ยินข่าวเน๊ กุดีจัยเห้ๆ พระเจ้าของกุหายจากเวทีคอนเสิดไปเกือบ 10 ปีแล้ว
     
         วันก่อนเข้าไปอ่านในมายเป๊ซของ โยชิกิ (มือกลอง เปียโน และหัวหน้าวง) เขาบอกว่า โทชิ (นักร้องนำ + ตัวทำวงแตก) โทรมามานตอนช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงช่วงต้นปี 2550 นี้ พูดทำนองว่าอยากให้ X Japan กลับมา (ก็เอาดิฟะ!!!)
     
         โยชิกิบอกว่าขอคิดดูก่อน เพราะยังโศกเศร้ากับการตายของ ฮิเดะ (มือกีร์ตา)ไม่หาย (ห่าผ่านมาเกือบจะ 10 ปีแล้วนะ) ส่วนโทชิดันไปเขียนในมายเป๊ซของมานกับให้สัมภาดนิตยสารแห่งหนึ่งในเย่ปุ่นไปเล่มนึงว่า X กำลังจะกลับมา (อ่าวเช็ดครกแล้วกุจะเชื่อใครล่ะเนี่ย)
     
         เอาเป็นว่าไม่เป็นไร แค่มีข่าวลือว่าพระเจ้าของกุกำลังจะกลับมาแค่นี้กุก็ดีใจเน้นเต้นแล้ว
     
         หลายคนอาจจะไม่เคยฟัง หรือแค่เห็นว่าเป็นเพลงพี่ยุ่นเขาก็ไม่ฟังกันแล้ว เอาเหอะไม่เป็นไรเราไม่บังคับนายหรอก แต่เรามีประโยคในเพลงที่อยากยกตัวอย่างให้นายได้ฟัง ว่าการมองโลกของ X เป็นเช่นไร
     
         "Time may change my life but my heart remain the same to you
           Time may change your heart my love for you never chamge"     (ท่อนหนึ่งจากเพลง Say anything)
     
         "Tell me why What the meaning of my life Do I try to live? Do I try to love? "In my dream" (ท่อนหนึ่งจากเพลง Art of life)
     
         "LONELINESS, YOUR SILENT WHISPER
          FILLS A RIVER OF TEARS THROUGH THE NIGHT
          MEMORY, YOU NEVER LET ME CRY
          AND YOU, YOU NEVER SAID GOODBYE"     (ท่อนหนึ่งจากเพลง Tears) (เพลงโปรดกุเลย)
     
          กุยกมาให้ 3 ประโยค มีการบ้านให้อย่างนึงสำคัญคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ให้เดาว่าประโยคไหนเป็นประโยคที่กุชอบที่สุด ใครตอบถูกเอาจุจุ๊บกุไปที่นึง แฮ่ (จามีคนอยากได้ม้ายเนี่ย)
          
         ป.ล. ลิ้งที่เกี่ยวข้อง
     
     
     
        
    June 04

    เมื่อครั้งวันสอบปากเปล่าเนติฯ

     
     
    เห้ ท่าเมิงจะเพี้ยนฟ่ะ สอบปากเปล่าไปตั้งนานแล้วเพิ่งจามาเขียนมายเป๊ซ อ้าวก็ม่างมีอารมณ์วันนี้เน่หว่า แล้วตกลงเมิงจาเขียนมั้ยอ่ะ เออๆกุเขียนก็ได้ว่ะ
     
    หลังจากทุกข์ตูดระบมกะการสอบเนติ สุดท้ายฟ้าก็สดสัยหลังฝนแถมด้วยรุ้งกินน้ามงามหยด กุสอบได้เนติฯทั้ง 4 ขา (โฮ่งๆ ม่ายช่ายหมาโว้ย แพ่ง อาญา วิแพ่ง วิอาญา ตะหาก) ในปีเดียว ก็เหลือภารกิจสุดท้ายของ Battle royal คือการสอบปากเปล่า อ๊ะๆม่ายด้ายหมายถึงให้เลาะฟันออกทั้งปากแล้วไปสอบด้วยเลือดกลบปากนะจ๊า แต่คล้ายๆการสอบสัมภาษณ์ตะหาก เขาจาดูบุคลิกว่าทำตัวสมกะจะเปงเนติบัณฑิตอ๊ะเปล่า
     
    วันที่ 10 ธันวาคม 2549 กุไปถึงตั้งแต่ 7 โมงด้วยรถอ้ายเห้ยิบซึ่งมานสอบได้ปีเดียวเหมือนกุ อาศัยรถมานไปที่เนติประจำขอบจัยนายมากนะเว่ย
     
    เดินแอ่วอยู่ที่ชั้น 1 ซักแปป พอ 8 โมงก็โดนเรียกให้ขึ้นไปอยู่บนห้องกักตัวชั้น 4 เพื่อรอเรียกเข้าไปสอบสัมภาษาอีกห้องนึง กุก็นั่งบื้อๆตามประสากุเรื่อย
     
    ปามาน 9 โมง แถวแรกถูกเรียกเข้าห้องดับจิต เอ้ย ห้องสอบปากเปล่าตะหาก ในนั้นจามีโต๊ะอยู่หลายโต๊ะ โต๊ะเนิงจามีอาจารย์ 3 คน คอยไล่บี้ถามคำถามผู้เข้าสอบ
     
    กุม่างนั่งตูดบวมรากงอกปามานเกือบ 2 ชั่วโมง ก่ากุจะได้เข้าไปสอบ เพราะกุเป็นพวกรหัส 48 (รหัสล่าสุดที่จะมีการจบเนติฯได้) จึงต้องอยู่แทบจะคนท้ายๆของคนที่จะเข้าไปสอบ
     
    พอถึงตากุโดนเรียกปุ๊ป กุภาวนาขอให้เจอจารย์ใจดีๆด้วยเถิ๊ด ให้กุผ่านเถอะน้า แต่ก่อนกุเข้าห้องสอบปามาน 2 นาทีกุม่างนั่งขาสั่นผั่บๆ ฉี่แทบแตก (เฮ้ย เกินปัย)
     
    พอกุถูกเรียกปุ๊ปกุก็เดินเข้าปัยที่โต๊ะซึ่งมีอาจารย์นั่งอยู่ 3 คน กุก็หวัดดีก๊าบบบบ เมตตาป๋มด้วยนะก๊าบอาจารย์ ปรากฏกุไม่รู้จักใครซักคนเลยฟ่ะ (ตอนหลังกุมารู้ว่าคนที่เป็นประธานของโต๊ะ คือ จารย์ปริญญา ดีผดุง สอนกฎหมายลิขสิทธิ์)
     
    จารย์ก็คุยกะกุไปก่อน เพิ่อให้มีอรรถรสจึงขอตัดคำพูดบางส่วนมาลงไว้ ณ ที่นี้
     
    จารย์คนซ้าย : เอ้า เป็นไงกว่าจะผ่านมาได้ถึงนี่ยากมั้ย จบที่ไหนมาล่ะ
     
    กุ : ผมจบจากรามคำแหงก๊าบจารย์
     
    จารย์คนกลาง : สอบได้วิชาละคะแนนเท่าไหร่บ้างล่ะ
     
    กุ : เอ่อ.......ผะ ...ผะ...ผม
     
    จารย์คนซ้าย : ได้คะแนนอาญา แพ่ง วิแพ่ง วิอาญา น่ะเท่าไหร่ !
     
    กุ : ก็ได้แพ่ง 60 อาญา 70 วิอาญา 66 แล้วก้วิแพ่ง 77 ก๊าบบ (เสียงสั่น)
     
    จารย์คนขวา : โฮ่ ได้คะแนนวิแพ่ง วิอาญาดีนี่นา คราวนี้แหละจาได้รู้กันว่าคะแนนที่ได้มาน่ะของจริงรึเปล่า!
     
    กุ : (หน้าซีดเป็นเผือกต้ม) กะ ... กั๊บ
     
    จารย์คนกลาง : เอ้า ถ้าพร้อมแล้วก็เปิดคำถามที่วางอยู่ตรงหน้าคุณได้ (บนโต๊ะจามีกาดาษวางคว่ำอยู่แผ่นนึง เมื่อหงายขึ้นมาในนั้นก็จะกลายเป็นข้อดับจิต เอ้ย ข้อสอบตะหากล่ะโว้ย)
     
    มือขวากุเงื้อไปหยิบกระดาษพลิกปึ้ปทันใด!!!
     
    ข้อสอบ : "ในการขอเข้ามาเป็นคู่ความภายหลังจากที่มีการฟ้องในคดีแพ่งและคดีอาญามีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง จงอธิบาย"
     
    ปี๊ซซซซซซซซซซซซซ บร๊ะเจ้า!!
     
    ทะมายถามง่ายเง๊ว้า (โคชโม้)
     
    กุ : งั้นผมขอตอบวิอาญาก่อนนะกั๊บ (เชิญ) ในการขอเข้ามาเป็นคู่ความภายหลังจากที่มีการฟ้องในคดีอาญา มี อยู่ 2 กรณีกั๊บ คือกรณีอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายตามม. 31 และผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการตามม.30 ........................ฯลฯ (เข้เกียจเขียนหมด)
     
    จารย์คนกลาง : อืม แล้วคดีแพ่งล่ะ
     
    กุ : ในส่วนของคดีแพ่งนั้นบุคคลภายนอกสามารถขอเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดตามม.57 ก๊าบบบ โดยมีหลักว่า ..........................ฯลฯ
     
    จารย์คนกลาง : (นั่งหน้านิ่ง คิดแป๊ปนึง ต่อมาก็ถามคำถามที่กุคาดไม่ถึง สงสัยกุตอบเสร็จเร็วไปหน่อย) งั้นช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่าตามม.57 (1) (2) และ (3) น่ะถ้อยคำในตัวบทใช้ว่ายังไง
     
    กุ : (เช็ด!! เอาจริงหรอฟะ) กะ กั๊บ ได้ ม.57(1) ใช้ถ้อยคำว่า...........  ม.57(2) ใช้ถ้อยคำว่า..........  ม.57(3 ใช้ถ้อยคำว่า..............
     
    (จารย์ทุกคนนั่งนิ่งเงียบหมด)
     
    จารย์คนซ้าย : จบจากมัธยมที่ร.ร.ไหนมา
     
    กุ : (เป็นคำถามที่กุภูมิใจที่สุดที่จะตอบ!!!) สตรีวิทยา 2 กั๊บ
     
    จารย์คนซ้าย : ความรู้ก็ดีนี่ทำไมไม่เข้าธรรมศาสตร์ล่ะ
     
    กุ : เอ่อ สมัยก่อนไม่ค่อยตั้งใจอ่านหนังสือกั๊บ (แต่โผมก็เอนติดเกษตรนะก๊าบบบบบบบบบบบบ แค่ได้คณะที่ไม่อยากเรียนเท่านั้นเอง)
     
    จารย์คนขวา : เพิ่งมากลับตัวได้ตอนเรียนมหาลัยหรอ
     
    กุ : (เอ่อ.... ผมก็ไม่ได้เลวมาก่อนนะกั๊บจารย์) อ่า คับ เมื่อก่อนมัวแต่เล่นฟุตบอลน่ะกั๊บ
     
    จารย์คนซ้าย : โฮ่ ตุลาการสายนักกีฬา (แอบภูมิใจ ^_^)
     
    จารย์คนกลาง : (หันถามจารย์คนขวาและซ้าย) เป็นไงให้ผ่านมั้ย
     
    จารย์คนซ้าย : (พยักหน้าหงึก)
     
    จารย์คนขวา : ถูกใจมากกกก (โคชปลื้ม ^____________________^)
     
    หลังจากนั้นจารย์ก็ปล่อยตัวกุลงมา แต่พอกุลงมาแล้วกุหาเห้ยิบไม่เจอ ห่า ม่างหายปัยไหนวะ หรือว่าม่างเข้าห้องเย็น(คือห้องที่เอาไว้รองรับสำหรับคนสอบปากเปล่าไม่ผ่าน ทางเนติฯก็จะให้โอกาสสอบปากเปล่าอีกครั้งคือไปเข้าห้องเย็น ในห้องเย็นนั้นจะมีทั้งประธานศาลฎีกา อัยการสูงสุด นายกสภาทนาย และผู้ทรงคุนนะวุดอีกหลายท่าน แค่คิดก็เหงื่อแตกพลั่ก น่าจาเรียกว่าห้องร้อนมากก่านะ) ไม่หรอกน่า ลองไปถามเจ้าหน้าที่ของเนติดูว่ามีใครหลงเหลืออยู่ข้างบนไหม เขาบอกว่าลงมาหมดแล้ว อ้าวเชี่ยแล้วมันหายไปไหนของมันว้า ตอนวนไปวนมาอยู่สักพัก เจ้าหน้าที่คนเดิมก็มาเรียก "เอ้อ น้องๆยังมีเหลืออยู่ข้างบนอีกคนนึง เพื่อนน้องรึเปล่า" ไอ้ยิบเดินปรากฏตัวออกมาด้วยใบหน้าหมองซีดเพราะจารย์ Subject Come to you (วิชา มหาคุณ) ล่อถามคำถามซะอ่วม แต่สุดท้ายแล้วเห้ยิบก็กลายเป็นคนสุดท้ายผู้รอดชีวิตจาก Better royal ของเนติภาค 1 สมัยที่ 59 นี้
     
    อิจฉาโว่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!
     
    October 09

    ชีวิตหลังฝนหยุดตก

         เฮ้ออออ....สอบเส็ดเสียทีเขียนมายสเปซหน่อยดีกว่า หลังจากไม่ได้เขียนมานาน
     
         ก่อนอื่นขอบอกว่าตรากตรำมาก 1 ปีกว่าๆที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ทรมาน และท้อบางในบางครั้ง
     
         โดยปกติไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดศาลอาญา อ่านตั้งแต่ 10 โมง เที่ยงลงมาแดกข้าว (แถมเจอผู้ช่วยฯคนนึงน่ารักโคชโดนจัย แอบมองอยู่บ่อยๆ เอิ๊ก ผมสั้นออกน้ำตาลนิดๆ หัวเถิกหน่อยๆ ขาว ตาโต เช็ดเป๊กโคช แถมแม่ยังมารับมาส่งอีกตะหาก สงสัยคุงแม่จะกลัวโดนผู้พิพากษารุ่นพี่จีบป่าววะเหอๆ) แดกเส็ดปุ๊ปก็เดินย่อยอาหารดูหนังสือซักแปปนึง(แล้วก็ไม่ซื้ออีกตะหาก - อ่าวก็ม่างไม่มีอะไรน่าสนจัยออกใหม่นิหว่า)แล้วก็ค่อยขึ้นไปอ่านต่อถึง 4 โมง บางวันถ้าเรียนต่อก็เดินไปเรียนที่ศาลแพ่ง บางวันถ้าไม่มีวิชาอารายน่าสนใจก็เดินกลับบ้าน (บ้านอยู่ใกล้ศาลก็สบายหยั่งเง๊แล)
     
         วันๆนึงกุต้องพยายามอ่านหนังสือให้ได้ 100-150 หน้า และต้องเข้าจัยด้วยไม่ใช่อ่านผ่านตา ทำให้กุสายตาสั้นลงพรึ่บ ก่อนเรียนเนฯกุสั้นปามาน 550-600 หลังเรียนเนฯม่างสั้นลงอีก 100 นึง เช็ดเป็ดเอ๊ย
     
         พ่อกุบอกว่าใจจริงแล้วไม่อยากให้กุจบ 3 ปี(อ่าว!ยังไงวะนี่) เพราะดูเหมือนรีบเรียนเกินปัยพื้นฐานไม่แน่น จะมีผลต่อการสอบเนฯเพราะเนฯม่างออกข้อสอบหลายประเด็นโคชในข้อเดียว แถมบางเรื่องก็ไม่เคียเรียนมาในระดับป.ตรีอีกตะหาก หลังสอบเส็ดกุเองก็รู้ว่าที่พ่อกุพูดมาม่างโคชจริงไม่ใส่สารกันบูด
     
         กุลงเนฯเทอม 2 ก่อนแม้กุจะจบ 3 ปี แต่กุจบเป็น 3 ปีเทอมซ่อม ไม่ใช่ 3 ปีซัมเมอร์ ทำให้กุลงเนฯเทอม 1 ไม่ทัน แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะมันทำให้กุอ่านหนังสือเทอม 2 ล่วงหน้าก่อนคนอื่นได้ 2 เดือนกว่าๆ (เนฯเรียนเทอมละ 3 เดือนครึ่ง หรือ 14 อาทิตย์) ผลสอบภาค 2 วิฯแพ่ง + วิอาญาก็ถือว่าโอในระดับหนึ่ง ได้วิแพ่ง 77 วิอาญา 66 รวม 143 จาก 200 แต่ภาค 1 นี้ดิแพ่ง + อาญา อาญายังไม่เท่าไหร่น่าจะผ่าน แต่แพ่งนี้ดิซี๊ดแล้วซี๊ดอีก กุคงยังไม่หายซี๊ดจนกว่าผลสอบจะออก (คงราววันที่ 1 พ.ย. - 5 พ.ย.) ถ้าออกแล้วกุจะได้หายซี๊ดกลายเป็นซีดแทน หรือจะหน้ากลับมามีเลือดฝาดน่ารักเหมือนก็ไม่รุ อุหุหุ (พูดมาด๊ายโคชไม่เจียม)
     
         ขอระบายเรื่องแพ่งหน่อยเหอะ
     
         ข้อ 2 ปกติม่างจะถามเรื่องหนี้ ปีนี้ม่างมาถามนิติกรรม แถมถามเรื่องเรื่องนิติกรรมอำพราง 155 วรรค 2 เช็ด กุอ่านข้อนี้ตอนแรกม่างคิดว่า "ถามเห้อะไรวะนี่" ให้กุเอาอะไรเข้าปรับล่ะ เพิกถอนการฉ้อฉล 237 ก็ไม่ใช่ แปลงหนี้ใหม่ 349 ม่างก็ไม่ใช่ คิดไม่ถึงเลยว่าม่างเล่นนิติกรรมอำพราง สุดท้ายข้อนี้จึงกลายเป็น "ข้อตราบาป" ของกุไปตลอดชีวิต เพราะตั้งแต่กุเรียนมาไม่เคยเขียนลงในข้อสอบข้อไหนว่า "ไม่ทำ"
     
         ข้อ 3 ปกติม่างเป็นเรื่องละเมิดล้วนๆ ปีนี้ม่างดันเอาหนี้มารวมกับละเมิด ประเด็นแรกของข้อนี้กุม่างคิดออกแล้วว่าม่างเป็นเรื่องการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยในระหว่างผิดนัดม.217 แหงมๆ แต่ปัญหาอยู่ที่จัยกุนี่สิ กุเองก็ไม่เข้าใจตนเองมาจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมกุถึงไม่กล้าเขียนว่านี่มันคือ 217 กุเสือกไปปรับ 420 กลายเป็นละเมิดไปเลย ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากสัญญาไม่ใช่ละเมิด แต่ก็ยังดีที่กุยังปรับประเด็นช่วงทรัพย์ 226 ว.2 + 228 นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง 420 + 425 และผู้ทำละเมิดหลุดพ้นโดยการคืนทรัพย์ 441 ถูกอยู่ กลายเป็นแทนที่ข้อกุจะได้ซัก 8-9 คะแนน กลายเป็นอย่างเก่งก็ 5-6 แต้ม ไอ้งั่งเอ๊ย
     
         ข้อ 8 ครอบครัว - มรดกนี่ดิ กุขนานนามข้อนี้ว่า "ข้อมหาโง่บรม" ของกุ ตอนแรกกุทำถูกแล้ว มั่นใจมากว่าข้อนี้เป็นข้อที่ดีที่สุดที่กูเขียนตอบข้อสอบมา ฟันประเด็นแต่ละประเด็นฉับๆฉับๆ แต่เรื่องมันเกิดตรงที่ว่าก่อนหมดเวลา 5 นาที กุม่างนั่งตรวจทานข้อสอบคำถูกคำผิดของกุ ปรากฏกุมานั่งสะกิดจัยว่า "เอ๊ะ ข้อสอบมันเขียนบอกว่า นายกิ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายต้น ซึ่งนายต้นรับรองแล้ว..." ไอ้เห้เอ๊ยยยยยยย คำว่า"รับรองแล้ว"นี่มันหมายความว่ายังไงวะ "จดทะเบียนรับรองบุตร" หรือว่า "รับรองบุตรโดยพฤตินัย" ล่ะโว่ยยยยย แวบนั้นกุก็คิดว่าไม่ใช่แล้ว อันนี้ม่างต้องเป็นจดทะเบียนรับรองบุตรแหงๆดังนั้นมันจึงกลายเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฎหมายบเป็นทายาทลำดับ 2 ตามม.1629 รับมรดกของบุตรได้ เปลี่ยนๆๆๆๆๆๆๆคำตอบในขณะที่เวลาเหลืออยู่ 5 นาทีสุดท้าย แก้ม่างตาลีตาเหลือก ปรากฏออกมาเส็ดวันต่อมา เช็ด! ธงม่างออกมาว่ารับรองบุตรโดยพฤตินัย ไอ้เห้เอ๊ยยยยย ทำมัยไม่เขียนให้มันชัดวะว่ารับรองบุตรโดยพฤตินัย หรือให้ข้อเท็จจริงเพิ่มว่า พาลูกไปแจ้งเกิด หรือให้ลูกใช้นามสกุล เลี้ยงดูลูกอย่างนี้ล่ะโว่ยยยย ให้กุมานั่งตีความถ้อยคำแบบนี้แทนที่ข้อนี้กุจะได้ซัก 9 ม่างกลายเป็นเหลือ 4-5 ไปเลย
     
         สุดท้ายก็เอวังด้วยประการฉะนี้กุลองมานั่งคิดคะแนนแพ่งของตัวกุเองว่าจะรอดหรือไม่รอด 55%-45% จริงๆว่ะ มีคะแนนดังนี้
    ข้อ 1 ทรัพย์ 2-3
    ข้อ 2 นิติกรรม แดกไข่แน่นอนข้อนี้ 0
    ข้อ 3 หนี้ + ละเมิด 5-6
    ข้อ 4 เช่าทรัพย์ 8-9
    ข้อ 5 ค้ำประกัน 7-8
    ข้อ 6 ตั๋วเงิน 8-10
    ข้อ 7 หุ้นส่วน - บริษัท 8-9
    ข้อ 8 ครอบครัว - มรดก 4-5
    ข้อ 9 การค้าระหว่างประเทศ 8-9
    ข้อ 10 ลิขสิทธิ์ + เครื่องหมายการค้า 6-7
    รวมแล้วอย่างต่ำประมาณ 56 อย่างสูงไม่เกิน 66 แต่ไม่แน่อาจจะต่ำกว่า 56 ก็ได้ถ้าข้อ 1 กุได้ 0 และข้อครอบครัวมรดกกุได้ 0 (เกิดอาจารย์หมั่นไส้กุขึ้นมา) กุก็คงเอวังด้วยประการฉะนี้
     
         กลัวตกแพ่งว่ะจริงๆนะ กุไม่อยากตกเลย ไม่อยากเรียนอีกรอบ กุอยากไปทำอย่างอื่นแล้ว แต่สุดท้ายไม่ว่ายังไงต้นเดือนหน้าก็คงได้รู้กันว่ากุจะต้องนั่งตรากตรำต่อหรือกุจะได้ไปทำอย่างอื่นเสียที...
     
         ป.ล.อยากเจอผู้ช่วยฯคนนั้นอีกจังเยย อิอิ
     
     
     
     
    July 06

    เมื่อฮีโร่ในดวงใจของฉันพูดกับฉันและจับมือฉันไว้

    วันนี้เป็นวันที่กรูปลาบปลื้มที่สุดในชีวิตวันหนึ่งของกรู

    วันนี้กรูไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดศาลอาญาตั้งแต่ 11 โมง

    กรูก็นั่งอ่านเรื่อยมาจนถึงราวๆ 4 โมง 10

    กรูออกจากห้องสมุดไปรอลิฟท์เพื่อลงไปชั้น 1 เพื่อไปเรียนเนฯภาคค่ำที่ศาลแพ่ง

    กรูก็ยืนรอลิฟท์อยู่ ลิฟท์แม่งอยู่ชั้น 13 ไม่ลงมาซะที

    กรูก็ชักหงุดหงิด ใครแม่งทำห่าอะไรอยู่ข้างบนวะ

    พอลิฟท์ลงมาที่ชั้น 10 ที่กรูยืนอยู่ประตูลิฟท์ก็เปิดออก...

    ครืดดด...(โคดSiFiเลยว่ะ)

    กรูถึงกับยืนอึ้งแดก!อยู่หน้าลิฟท์

    บุคคลผู้เป็นนักกฎหมายในดวงใจของกรูมาตลอดเวลานับแต่กรูย่างก้าวเข้ามาเรียนนิติ

    "อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล"

    นิติศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมอัดับ 1 จุฬาฯ

    ที่ 1 เนติบัณฑิตไทยสมัย 25

    B.A. Cambridge

    เนติบัณฑิตอังกฤษสำนัก Gray Inn

    ปัจจุบันเลขาธิการประธานศาลฎีกา

    นักกฎหมาย 1 ใน 2 คนที่เป็นต้นแบบของกรู

    (อีกคนนึงคือพ่อกรูเอง)

    อ.จรัญเป็นนักกฎหมายที่กรูอยากเจอตัวจริงมากที่สุด

    แต่ท่านไม่ได้สอนที่ราม

    และเมื่อตอนเรียนเนฯเทอมที่แล้วกรูไปนั่งเรียนที่เนฯใหญ่อาทิตย์สุดท้าย

    กะว่าขอเจออาจารย์จรัญตัวจริงสักครั้งไกลๆก็ยังดี

    แต่แล้วกรูก็ไม่เจอเพราะอาจารย์ท่านปิดคอร์สไปก่อนแล้ว

    ตอนนั้นกรูยังพูดกับไอ้วุดอยู่เลยว่าคงไม่มีวาสนาได้เจออาจารย์จรัญ

    ตอนอ.จรัญออกมาแถลงการณ์ของ 3 ศาลกู้วิกฤตชาติ

    กรูไม่มีพลาดแม้แต่ฉ้อตเดียว

    อาจารย์จรัญเท่ห์มากๆ เท่ห์แบบไม่ไหวแล้ว!!!

    บุคลิกของอาจารย์ แสงออร่าจากตัวอาจารย์

    ไม่ใช่ระดับที่บุคคลธรรมดาทั่วไปจะมีได้

    หลังจากที่กรูสิ้นหวังไปแล้วว่าคงไม่มีบุญวาสนา

    พอมาถึงวันนี้เหมือนกับวาสนาได้เล่นตลกกับกรู

    กรูเข้าไปในลิฟท์

    ยืนหันหน้าเข้าหาอาจารย์ แต่อาจารย์ไม่ได้สังเกตกรู

    อาจารย์ท่านคุยกับผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งอยู่

    กรูยืนตัวแข็งเด่กอดตัวบทไว้ในอกแน่น

    กรูอยากหวัดดีอาจารย์ อยากบอกกับอาจารย์เหลือเกิน

    ว่าอาจารย์คือนักกฎหมายในดวงใจกรู

    กรูตัดสินใจว่าจะทำ!

    (แต่รอให้ออกจากลิฟท์ก่อนนะ)

    ในที่สุดลิฟท์ก็ลงมาถึงชั้นล่างบัลดลประตูก็เปิดออก

    กรูเดินออกมาจากลิฟท์ก่อน

    อาจารย์จรัญเดินตามหลังออกมายังคุยกับผู้พิพากษาท่านนั้นเหมือนเดิม

    กรูพยายามสงบจิตใจ กรูตัดสินใจไปแล้วว่าจะยกมือไหว้อาจารย์

    ยกมือไหว้ฮีโร่ในดวงใจของกรู

    ในที่สุดกรูก็ทำได้!

    "สวัสดีครับอาจารย์จรัญ"

    อ.จรัญหันหน้ามาแล้วรับไหว้กรู "สวัสดีครับ"

    "อาจารย์ครับขอลายเซ็นต์หน่อยได้ไหมครับ"

    อาจารย์ก็ยิ้มแล้วก็บอกว่า "โอ่ย อาจารย์ไม่ใช่ดารามาขอลายเซ็นต์ทำไม"

    กรูก็ผิดหวัง T_T

    อาจารย์ก็ถามว่า "เป็นไงตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้วล่ะ"

    กรูก็คลายควมผิดหวังลงหน่อย "ตอนนี้เรียนเนฯอยู่ที่ศาลแพ่งครับ"

    "ดีๆ เก็บได้กี่ตัวแล้วตอนนี้"

    "เก็บของเทอมที่แล้วไป 2 ขาแล้วครับ ผมไปลงของเทอม 2 ก่อน เหลือเทอมนี้อีก 2 ขาครับอาจารย์"

    ทันใดนั้นจิตใจของกรูก็แทบสิ้นสติ

    อาจารย์จรัญเอามือทั้ง 2 ข้างของอาจารย์จับที่ท่อนแขนกรูไว้

    "ดี ตั้งใจเรียนเข้านะ เอาเนฯให้ได้ แล้วไปต่อเมืองนอกนะ"

    กรูไม่นึกไม่ฝันว่ากรูจะมีบุญวาสนาถึงขนาดที่มือของคนที่เป็นฮีโร่ในดวงใจของกรูตลอดมาจับมือกรูไว้

    แม้เสียงพูดของอาจารย์จะแผ่วเบาและดูแหบแห้งไปบ้าง

    แต่น้ำเสียงนั้นเป็นสิ่งที่กรูสัมผัสได้ว่าอาจารย์จรัญพูดออกมาจากใจจริงของท่าน

    และด้วยความปารถนาดีที่อาจารย์มีต่อลูกศิษย์

    น้ำตากรูแทบไหลออกมาจากเบ้าตาด้วยความปลาบลื้มที่กรูไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต

    กรูพูดอะไรไม่ออก กรูอยากบอกความรู้สึกของกรูที่มีต่ออาจารย์

    คำพูดที่กรูอยากบอกอาจารย์ที่สุด คำพูดที่กรูตัดสินใจในลิฟท์แล้วว่ากรูจะพูด

    "อะ..อาจารย์ครับ"

    อาจารย์จรัญก็เหมือนรออยู่ว่ากรูจะพูดอะไรสักอย่างหนึ่ง

     

     

    "อาจารย์เป็นนักกฎหมายในดวงใจของผมนะครับ"

     

     

    อาจารย์ก็ยิ้มแล้วก็บอกว่า "ตั้งใจเรียนนะ"

    กรูก็ยกมือไหว้ลาอาจารย์แล้วอาจารย์ก็เดินลับสายตากรูไป

    วันนี้กรูรู้แล้วว่า

    "กรูเองก็เป็นคนที่มีบุญวาสนาอยู่บ้างเหมือนกันโว้ยยยยยยยยยยย"

     

     

    ป.ล. ขอให้อาจารย์จรัญมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์และอยู่เป็นบุคคลากรที่ทรงคุณค่าแก่วงการกฎหมายไทยตลอดไปนะครับ ลูกศิษย์(ที่ไม่มีบุญวาสนาได้ฟังอาจารย์สอน)คนนี้เคารพรักอาจารย์ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ครับ.

     

    ป.ล.2 ที่อาจารย์จรัญท่านไม่ให้ลายเซ็นต์กรูเพราะท่านกลัวกรูจะเอาลายมือชื่อไปทำสัญญากู้ป่าวหว่า เงียมๆ

    June 05

    คิดถึงเมื่อครั้นฝึกงาน

    เมื่อคืนเห้วุดโทรมาหากรูตอน 4 ทุ่ม

     

    กรูก็นั่งอ่านพ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯอยู่ (อ่านมา 3 วันแล้วยังไม่จบเลยกรู -_-")

     

    เห้วุดบอกว่าพุ่งนี้ส่งตัวน้องเข้าฝึกงานที่อัยการูงสุดช่วยไปเป็นเพื่อนหน่อย

     

    เพราะเห้เป้แม่งแมร่งก็ดันไปอยู่ที่เนฯใหญ่ซะแล้ว

     

    กรูก็โอเคไม่มีปัญหา ส่งตัวน้องฝึกงานเส็ดจะได้ไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดศาลอาญาต่อ

     

    รู้สึกว่าหน้าตาน้องๆแต่ละคนปีนี้แมร่งเคียดๆกันยังไงไม่รุว่ะ

     

    กรูก็บอกว่าไม่ต้องซีเรียส เหมือนมาพักผ่อนน้อง รั่วได้รั่วโลด!

     

    ที่สำคัญพวกเด็กฝึกงานกองแขวง 1/1 ตอนนี้ไม่มีพี่เอิร์ทอยู่คอยสอนพวกเด็กฝึกงานแล้วสิ

     

    แล้วใครจะมาสอนงาน + อะไรรั่วๆให้เด็กวะนี่

     

    สงสารเด็กกองแขวง 1/1 ยังไงไม่รุว่ะปีนี้ รู้สึกได้เลยว่าฝึกงานรุ่นกรูโชคดีสุด

     

    นึกถึงบรรยากาศเก่าๆว่ะ

     

    ต้องตื่นแต่เช้า นั่งรถเมล์สาย 38 มาฝึกงานแต่ 8 โมง

     

    ตอนเช้าก็แดกส์ข้าวใต้ตึกอัยการนั่งปล่อยมุขกันใต้ตึกสักพัก

     

    แดกส์เส็ดปุ๊ปขึ้นไปนั่งรั่วกันต่อข้างบน เห้วุดก็ปล่อยมุขกะเห้เป้อยู่ 2 ตัว

     

    ส่วนกรูก็นั่งขำโคเวอร์ให้

     

    ถามจริงว่าเสียงหัวเราะกรูแม่งจี้ขนาดนั้นเลยหรอวะ -_-" (แต่ก็พอรู้ตัวอยู่)

     

    ตอนกลางวันก็ออกไปแดกส์ข้าวกันตั้งแต่ 11โมงครึ่ง

     

    แดกส์เส็ดไปตีปิงปองย่อยอาหารที่ศาลแพ่งชั้น 5 อีก เจริญชิบหอย

     

    กว่าจะเข้างานก็ บ่ายโมงครึ่ง

     

    ตอนบ่ายก็นั่งรั่วต่อในห้อง กรูก็นั่งขำจนขากรรไกรแทบค้างทุกวัน

     

    เย็นเลิกงานเส็ดไปตีปิงปองต่อที่อัยการชั้น 6 เล่นกันยัน 6 โมงเย็น

     

    ซึ่งปัจจุบันกรูยังสงสัยอยู่เลยว่า "กรูมาฝึกงานหรือมานั่งขำผ่อนคลายอารมวะนี่?"

     

    ชีวิตตอนฝึกงานเป็นหยั่งงี้ทุกวันเกือบ 2 เดือน

     

    เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุดของกรูช่วงหนึ่งเลยว่ะ

     

    คิดถึงความสุขนั้นอีก อยากย้อนเวลากลับไปฝึกงานอีก

     

    แต่มันเป็นไปไม่ได้แล้วว่ะ ทั้งที่กรูอยากกลับไปแทบขาดใจ

     

    ดีใจมากว่ะที่ได้รู้จักพวกเมิง แม้จะเพิ่งสนิทกันได้แค่ปีกว่า

     

    ทั้งที่ตอนแรกกรูเข้ารามฯมาโดยหวังจะเป็นหมาป่าเดียวดาย

     

    ไม่ต้องการรู้จักใครหรือสนิทกับใครทั้งนั้น

     

    เพราะตอนแรกกรูก็ค่อนข้างแอนตี้สังคมในมหาลัย

     

    แต่สุดท้ายโชคชะตาก็พามารู้จักพวกเมิงจนได้ ทั้งที่ไม่น่าจะมีจุดเกาะเกี่ยวอะไรกัน

     

    กรูรู้จักไอ้วุดตอนปี 3 จำได้ว่าตอนนั้นแข่งตอบปัญหากฎหมาย แล้วเมิงใช้ประมวลเล่นเดียวกับกรู

     

    ส่วนเห้เป้กรูเพิ่งคุยกับมันครั้งแรกตอนซัมเมอร์ปี 3

     

    ตอนนั้นกรูคุยกับมันหลังสอบกฎหมายการคลังเส็ด แทบบ้า

     

    เห้เป้ออกมาจากห้องสอบเวลาเดียวกับกรู ทั้งที่ห้องสอบนั้นคนสอบเป็นพัน

     

    แม่งก็ทักกรูว่า "สอบเป็นไงมั่งทำได้มั้ย"

     

    ดีใจเว๊ยมีคนทักกรูด้วย -_-" กรูก็ตอบไปตามมารยาท

     

    กรูดูบุคลิกแมร่งแล้วท่าทางเพี้ยนๆรั่วๆเว๊ยหมอนี่

     

    สุดท้ายกรูก็คิดไม่ผิดจริงๆด้วยว่ะ -_-" รู้ได้หลังจากที่มาอยู่กองเดียวกันตอนฝึกงาน

     

    กลับมาเข้าเรื่องวันนี้ต่อ

     

    วันนี้ตอนกลางวันหลังจากแดกส์ข้าวที่โรงอาหารศาลยุติฯ

     

      กรูก็แวะเข้าร้านหนังสือที่ศาลอาญา

     

    กรูก็ชี้หนังสือเล่มนึงให้เห้วุดดู

     

    หนังสือกฎหมายตั๋วเงินของ'จารย์สหธน รัตนไพจิตร เล่มละ 320

     

    บอกว่าเนี่ยถ้าใครซื้อเล่มนี้ให้กรูนะกรูรักตายห่าเลย

     

     เห้วุดก็บอกว่า"งั้นมึงคงได้เกียดกรูแล้วล่ะ ไอ้สาด"กรูก็นั่งฮาอยู่ข้างใน

     

    พอขึ้นมาจากร้านหนังสือกรูก็แวะเข้าห้องน้ำก่อนเข้าห้องสมุด

     

    พอเข้ามาในห้องสมุดแล้วเจอแต่กระเป๋าเห้วุดวางตั้งอยู่

     

    แต่ไม่รู้ตัวแม่งหายไปไหน

     

    กรูก็คิดว่าแมร่งคงออกไปโทรสับคุยกะหวานมั้ง

     

    กรูก็นั่งอ่านแรงงานสัมพันธ์ของกรูต่อ

     

    สัก 10 นาที เห้วุดก็ขึ้นมา

     

    ถือถุงของสำนักพิมพ์วิญญูชนมาด้วย แล้วมันก็ควักหนังสือในถุงมาให้ดู

     

    เช็ด! หนังสืองจารย์สหธนนี่หว่า

     

    กรูก็ถามว่า เมิงอ่านหรอวะ???

     

    แมร่งก็บอก "เออกรูอ่าน ซื้อมาเยี่ยวรดหัวใจมึง"

     

    กรูก็เออมันคงสนใจหนังสือที่กรูแนะนำซื้อมาอ่าน

     

    แล้วมันก็ยื่นให้กรู บอกว่า

     

    "อ่ะกรูให้มึง"

     

    กรูตกใจเหี้ยๆ งงมากๆ

     

    กรูก็ถามว่า"เฮ้ยแล้วเมิงให้กรูทำไม"

     

    วันเกิดมึงไงเมื่อต้นปีกรูยังไม่ได้ให้ของขวัญมึงเลย

     

    "มันนานมากแล้วนะเว้ย จนกรูลืมไปแล้ว"

     

    "เออน่ามึงเอาไปเหอะ กรูคิดจะซื้อให้มึงตั้งนานแล้ว แต่ไม่รู้จะซื้อเล่มไหนให้เมิงมึงมีเกือบหมดแล้ว"

     

    ตอนนั้นกรูทำอะไรไม่ถูกเลยว่ะ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอเหตุการณ์หยั่งงี้มาก่อนในชีวิต

     

    ไม่เคยอยู่ในความคาดหมายกรูเลยแม้แต่นิดเดียวจากใจจริง

     

    มันเป็นอะไรที่เซอไพร้ส์มาก พึ่งรู้ความรู้สึกของคนที่ถูกทำอะไรเซอไพร้ส์ๆแบบนี้

     

    ใจนึงก็ดีใจ แต่อีกใจนึงก็เกรงใจแบบทำอะไรไม่ถูก

     

    (กรูไม่ได้สร้างภาพนะโว้ย)

     

    อยากบอกว่าดีใจมากที่มีคนให้ของขวัญวันเกิดกรู

     

    เพราะของขวัญวันเกิดที่กรูเคยได้จากเพื่อนต้องย้อนไปตั้งแต่กรูอยู่ม.3 นู่น

     

    7 ปีมาแล้วที่กรูไม่ได้ของขวัญวันเกิดจากเพื่อน

     

    ขอบใจสำหรับหนังสือเล่มนี้ว่ะ กรูไม่มีวันลืมน้ำใจเมิงเลย

     

    สุดท้ายนี้

     

    ถ้ามีฎีกาเก็งตัวไหนไม่ต้องห่วง เรียนไปด้วยกันกรูก็อยากให้ผ่านพร้อมๆกันอีก ทั้งมึงและไอ้เป้

     

    แม้ตอนรับปริญญาจะไม่ได้รับพร้อมกัน 3 คน

     

    แต่ตอนรับเนฯกรูอยากให้รับพร้อมกันทั้ง 3 คนว่ะ

     

    อย่างน้อยย้อนเวลากลับไปตอนฝึกงานไม่ได้

     

    แต่ขอย้อนเวลากลับไปแก้ไขในตอนรับปริญญาที่เห้เป้รับปริญญาไม่ทัน

     

    เป็นรับเนฯพร้อมๆกันแทนแล้วกันนะโว้ย!!!

     

    ป.ล. ห้ามแอบเข้ามาอ่านใน my เป๊ซกรูเพราะ...

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    !!!กรูเขิล!!!